|
ประเพณีการตาย
หรือที่ชาวเหนือเรียกกันว่า "เฮือนเย็น"
เมื่อมีคนป่วยหนักก็จะมีการไปเยี่ยมผู้ป่วย ญาติที่ใกล้ชิดก็คอยเฝ้ารักษาพยาบาล
ถ้าป่วยหนักขั้นโคม่าก็จะนิมนต์พระมาแสดงธรรมเทศนาเรียกว่า"ฟังธรรมมหา
วิบาก" เป็นการเตือนสติผู้ป่วยให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ
ระสังฆคุณ เป็นสรณะ และมีการไป ขอขมาลาโทษต่อขันแก้วทั้งสาม คือ พระรัตนตรัย
จนกระทั่งหมดลมหายใจ
ซากศพของผู้ป่วยนี้ทางเหนือเรียกว่า "คาบเน่า"
ทำการอาบน้ำศพทางเหนืออาบกันจริงๆและถือเป็นเรื่อง ภายในวงญาติ โดยทำการต้มน้ำอุ่นๆ
แล้วนำศพไปจัดการอาบน้ำ แต่งกายศพด้วยเสื้อผ้าชุดที่ดีที่สุดที่มีอยู่
ผัดหน้าทาแป้งหวีผมให้เรียบร้อย แล้วเอาศพมาวางบนเสื่อมีกรวยดอกไม้ธูปเทียนถือพนมไว้ที่อกใช้ด้ายสายสิญจ์
มัดไว้แล้วเอาไม้ไผ่ 3 อันมาทำเป็นแคร่ เรียกว่า "ห้างลอย"ยกศพวางบนห้างลอยแล้วเตรียมยกศพเข้าใส่โลง
โดยพวกช่าง(สล่า) เป็นผู้ทำหน้าที่โดยเฉพาะ ทางเจ้าภาพต้องมีขันตั้ง
หรือขันครู เป็นค่าบูชาครู มีเหล้าโรง 1 ขวด เงิน 3 หรือ 6 บาท ถ้าเป็นศพที่ตายในเวลากลางคืน
จะเอาศพวางไว้ตรงรอดขื่อเอาผ้าคลุมศพไว้ และจุดไฟไว้ทางเบื่องหัวศพเรียกว่า
"ไฟยาม"และมีคนเฝ้าเป็นเพื่อนศพ
จนรุ่งเช้าเอาศพใส่โลงเพื่อจัดการนำศพใส่โลงเรียบร้อยแล้วนำโลงศพตังไว้ที่สมควรบนเรือน
ัที่ปักธูปไว้ทางปลายเท้าศพจุดไฟยามซึ่งจะไม่ดับจนกว่า จะถึงป่าช้า
และ มีการทำธงสามชายเรียกว่า "ตุงสามหาง"
วางไว้ทางด้านศรีษะ และมีย่ามใส่ห่อข้าวสะเบียง อาหารให้ผู้ตายเอาไปกินระหว่างเดินทางไปสู่ปรโลกเรียกว่าถุงห่อข้าว
ในระหว่างที่ศพอยู่บ้านก็มีการทำบุญกันทุกวัน
ตอนกลางคืนมีสวดและฟังเทศน์ ซึ่งส่วนมากผู้เฒ่าผู้แก่เป็นคน ฟัง ส่วนหน่มๆสาวๆจะช่วยกันทำงานด้านอื่นๆ
เช่น ทำอาหารเตรียมของเลี้ยงแขกที่มาในงาน นอกจากนี้มักมี การเล่นเกมส์ต่างๆ
เช่น เล่นแสง เล่นไพ่สี่(ไพ่ทำด้วยไม้มี 32 แท่ง เล่นได้ 4 คน)การเอาศพไว้ที่บ้านนั้นจะไว้
กี่วันก็ได้ตามแต่เจ้าภาพชาวเหนือไม่นิยมเผาศพในวัดเพราะเกรงว่าจะบาปกรรม
จึงมีฌาปณสถานไว้ตามหมู่บ้าน
เรียกว่า ป่าเฮี่ยว หรือ ป่าช้า
การเอาศพไปเผาต้องเลือกวัน
และ ไม่นำศพในวันขึ้นหรือแรม 9 ค่ำ ในตอนเช้ามีการทำบุญ ตอนสายนิมนต์
พระมาสวดแสดงพระธรรมเทศนา แลพถวายภัตตาหารและไทยทาน หากมีการบวชหน้าศพก็จะบวชในตอนเช้า
การบวชจะบวชเพียง 3-7 วัน หรือเพียงวันเดียวเท่านั้น แต่ก่อนเอาศพลงเรือนจะมีการขอขมาศพก่อน
และมีการ ทุบหม้อน้ำซักฟากออกสามกีบ แล้วจึงเคลื่อนขบวนโดยขบวนมีคนถือธงสามชายนำหน้า
ถัดมาเป็นคนถือหม้อไฟ แล้วก็พระสงฆ์ คนส่งศพก็จะช่วยกันลากรถศพ หากมีพระที่บวชจูงศพก็จะจูงศพไปด้วย
เมื่อถึงป่าช้าจะมีการ บังสุกุลแล้วนำศพออกจากโลงเอามะพร้าวล้างหน้าศพ
และจัดการผ่าโลงเสร็จแล้ว นำเอาศพบรรจุโลงตามเดิม เอาศพเวียนเชิงตะกอน
3 รอบ แล้วเอาศพวางบนเชิงตะกอน แล้วให้พระเป็นผู้จุดไฟเผาศพก่อน ต่อมาก็เป็น
ญาติพี่น้อง และแขกเหรื่อ
หลังจากการไปส่งศพ
และทำการเผาเรียบร้อยแล้ว เมื่อผู้ไปส่งศพจะกลับบ้านต้องไม่เหลียวหลังดูศพอีก
และ เมื่อกลับถึงบ้านเจ้าภาพแล้วเขาจะจัดน้ำขมิ้นส้มป่อยไว้ตรงหน้าบ้านให้เอาน้ำมาลูบศรีษะ
หรือหน้าเพื่อเป็น สิริมงคลต่อไป และทางเจ้าภาพจะมีการสวดสังคหะ ซึ่งบางทีก็จะสวดในวันเก็บอัฐิ
คือเพื่อทำการฌาปนกิจ ศพแล้ว 3 วัน ทำการเก็บอัฐิ การเก็บอัฐิจะทำเฉพาะญาติพี่น้อง
มีการบังสุกุลกระดูก และมีการทำบุญบ้าน เรียกว่า สังคะ
เป็นการทำบุญเพื่อชำระล้างอวมงคลออกจากบ้าน ส่วนอัฐิ บางคนเอาไปก่อเจดีย์บรรจุไว้ตามวัดเรียกว่า
กู่ สำหรับเจ้านายและ พระภิกษุ และผู้มีสกุลสูง
ส่วนชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ทำเจดีย์บรรจุอัฐิ ก็เอาอัฐิไปก่อเจดีย์ทราย
กลางน้ำ เมื่อน้ำมากก็จะพัดพาไปตามยถากรรม ถือว่าทำให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข
หรือบางราย เอาอัฐิไปตำให้ป่น เอาปนกับดินปืนแล้วจุดไฟไหม้สูญหายไปในอากาศ
เชื่อว่าไม่ต้องมีภาระผูกพันกันในการทำบุญสุนทานอีกต่อไป
แหล่งทีมา
: ประเพณีไทยภาคเหนือ, สงวน โชติสุขรัตน์
|