|
|
|
|
|
|
|
เมื่อบุคคลใดถึงแก่กรรมลง
มรดกจะตกทอดไปยังทายาท ทันที ถ้ามีพินัยกรรมมรดกจะตกทอดไปตามพินัยกรรม
หรือแม้จะมีพินัยกรรมแต่มรดกนอกจากพินัยกรรมก็ยังมีอยู่ และตกทอดไปยังทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกันทายาท
โดยชอบธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดก
คือคู่สมรส กับญาติ ในลำดับใกล้ชิด
ทายาทจะมีส่วนเป็นเจ้าของมรดกโดยอัตโนมัติ
ผู้ที่เป็นทายาทจะเสียสละในการรับ
มรดกได้หลายทาง คือถูกเจ้ามรดก ตัดจากกองมรดก เจ้ามรดกอาจทำ
พินัยกรรมตัดทายาทโดย ชอบธรรม คนใดไม่ให้รับมรดกก็ได้ หรือเจ้ามรดกทำหนังสือมอบไว้ที่
อำเภอว่าขอตัดทายาทโดยชอบธรรมคนใดไม่ให้รับมรดก ก็ได้ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องทำ
หรือเป็นเรื่องที่ทำขึ้นไว้ก่อน เจ้ามรดกถึงแก่กรรม
หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรมแล้ว
ทายาทก็ยังมีทาง จะเสีย สิทธิในกองมรดกได้หลายทาง
ดังต่อไปนี้
1.การสละมรดก
ต้องสละหลังจากเจ้ามรดกตายจึงมีผล ใช้ได้ อนึ่งการสละมรดกอาจทำเป็นหนังสือสัญญา
ประนีประนอมระหว่างทายาทด้วยกัน หรือทำเป็นหนังสือ มอบไว้ที่อำเภอก็ได้
และเมื่อสละแล้วคือสละเลยภายหลังจะ ไปขอเพิกถอนการสละเปลี่ยนเป็นไม่สละไม่ได้
2.ถูกกำจัดมิให้รับมรดกในฐานที่เป็นผู้ไม่สมควร คือ
2.1 ถ้าทายาทคนใดถูกศาลพิพากษาคดีถึงที่สุดว่าได้
ฆ่าหรือพยายามฆ่าเจ้ามรดก หรือได้ฆ่าเจ้ามรดก หรือ พยายามฆ่าคนที่มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตน ก็จะถูก กำจัดมิให้รับมรดกทั้งหมด
2.2 ถ้าทายาทคนใดปลอมพินัยกรรม หรือทำลาย
หรือปิดบังพินัยกรรมอันแท้จริงของเจ้ามรดก ก็จะถูกกำจัดมิให้รับมรดกทั้งหมด
2.3 ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดก ทำให้ทายาทอื่นเสียประโยชน์ เช่น เอามรดกไปซ่อน
2.3.1ถ้าเป็นการยักย้าย หรือปิดบังเท่ากับส่วน
ที่ตนจะได้รับ หรือมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ
ก็จะถูกกำจัดมิให้รับมรดกทั้งหมด 2.3.2 ถ้ายักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดก
น้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ ก็จะถูกกำจัดมิให้รับ
มรดกมีค่าเท่ากับส่วนที่ยักย้าย หรือปิดบัง
3.เหตุอายุความ
คือห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนด 1ปี นับแต่เจ้ามรดกตาย หรือถ้าทายาทโดยธรรมได้รู้ว่า
เจ้ามรดกตายภายหลังจากวันที่เจ้ามรดกตายจริงๆ
และ แม้ทายาทยังไม่รู้และไม่ควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก
จนครบ10ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม
การรับมรดก ตามกฎหมายแล้วทายาทที่มีสิทธิจะได้รับ
ส่วนแบ่งมรดกก็สามารถจัดการมรดก และสามารถที่จะแบ่ง มรดกกันเองได้
กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องไปขอให้ศาล ตั้งผู้จัดการมรดก ถ้ามรดกเป็นทรัพย์ไม่มีทะเบียน
ซึ่งเก็บไว้ ที่บ้าน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ แก้วแหวน เงินทอง
ทายาทสามารถ นำมาแบ่งกันได้เลย ไม่ต้องมีผู้จัดการมรดก แต่ถ้าเป็นทรัพย์
มรดกที่มีทะเบียน เช่น ที่ดิน รถยนต์ อาวุธปืน เงินฝากใน ธนาคาร
ทรัพย์ที่ฝากเก็บในตู้นิรภัยของธนาคาร ทรัพย์ที่มี ทะเบียนเมื่อทายาทแบ่งกันแล้ว
ก็ต้องไปขอรับมรดกกับ นายทะเบียนเพื่อขอแก้ชื่อในทะเบียน และต้องมีผู้จัดการมรดก
ตามคำสั่งศาล เพราะถ้าไม่มีผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลแล้ว
ส่วนใหญ่เจ้าพนักงานทะเบียน หรือทางฝ่ายธนาคาร จะไม่ยอมทำให้
โดยจะสั่งให้ไปร้องศาลขอให้ศาลตั้งผู้จัดการ มรดกเสียก่อน
และการไปยื่นคำร้องต่อศาล
ก็ต้องเสีย ค่าใช้จ่ายรายละหลายพันบาท เสียเวลา เสียค่ารถ
เสียค่า ธรรมเนียมศาล เสียค่าประกาศให้ผู้มี ส่วนได้เสียทราบเรื่อง
และเสียค่าจ้างทนายความ ซึ่งบางรายทรัพย์มรดกราคา ไม่มากนักต้องเสียค่าใช้จ่ายในการ
ขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก ไปเสียอีกตั้งครึ่งตั้งค่อน
ซึ่งจริงๆแล้วนั้นไม่จำเป็นต้องมี ผู้จัดการมรดก ตามคำสั่งศาลก็ได้
แต่เจ้าพนักงานทะเบียน หรือ ทางฝ่ายธนาคาร จะต้องรับผิดชอบสูง
เพราะถ้าบุคคล ที่ไม่มีสิทธิจะได้รับทรัพย์มรดกอันแท้จริงมาจดทะเบียน
อย่างนี้ แล้วเจ้าพนักงานทะเบียน หรือธนาคาร ต้องรับผิดชอบต่อทายาทผู้มีสิทธิอันแท้จริงในทรัพย์มรดกนั้น
ดังนั้น เพื่อตัดปัญหา ความรับผิดชอบที่อาจเกิดขึ้น และผล
อีกอย่างหนึ่งในการขอให้ศาลตั้งผู้จักการมรดกนั้น คือ ถ้าคดีมรดกนั้นหมดอายุความไปแล้ว
แต่ได้มีการตั้งผู้จัดการ มรดกตามคำสั่งศาล จะทำให้คดีความนั้นกลับฟื้นขึ้นมา
กลายเป็นกองมรดก ที่อยู่ระหว่างจัดการ หมายความว่าเป็น กองมรดกที่จะต้องแบ่งแก่ทายาททุกคน
และเป็นความ รับผิดชอบโดยตรงของผู้จัดการมรดกที่จะต้องไปจัดการ
แบ่งทรัพย์มรดกแก่ทายาททั้งหมดให้ถูกต้องตามสิทธิของ ทายาทแต่ละคน
แหล่งที่มา : การจัดการมรดก(ตอนที่1-3),ประดิษฐ์
สิงหทัศน์ ผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี
|
Back
to top
|
|
|