Switch to English version.
| หน้าหลัก | ร่วมไว้อาลัย | สถานที่ติดต่อ | กระดานข่าว | สาระน่ารู้ | สินค้าและบริการ | ห้องสนทนา | ทำบุญทำทาน | เกี่ยวกับสุสานดอทคอม|
กฎหมายน่ารู้
คำแนะนำการแจ้งตาย
การคืนเบี้ยประกันภัย
การประกันชีวิต
สิทธิที่จะตาย
ยกให้ขณะมีชีวิต
มรดกตกแก่ใคร ถ้าไม่มีพินัยกรรม
พินัยกรรม
ผู้จัดการมรดก
การจัดการมรดก
 
สิทธิที่จะตาย
(การปล่อยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ กับความรับผิดทางอาญา)

      คำจำกัดความตามกฎหมายเกี่ยวกับ "ตาย" ยังไม่มี แต่ได้มีการประชุมแพทย์นานาชาติขึ้นเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์การตัดสินการตายขึ้น ซึ่งจะถือว่า ตาย และจะตัดอวัยวะออกไปได้ต่อเมื่อ
1.หัวใจหยุด
2.การหายใจหยุด
3.รีแพลกซ์ต่างๆไม่มี
4.ความดันโลหิตลงถึงศูนย์
5.คลื่นหัวใจเป็นเส้นตรง ไม่น้อยกว่า15นาที

      ในกรณีที่แพทย์ปล่อยผู้ป่วยที่มีอาการหนักและใกล้ตาย ซึ่งหมดโอกาส รักษาให้ฟื้นขึ้นมาได้ แพทย์จะคงมีหน้าที่จะต้องทำการรักษาโดยยึดชีวิต ผู้ป่วยไว้ทุกวิถีทาง หรือไม่นั้นวงการแพทย์ของไทยเองยังไม่มีความเห็นเป็นเอกภาพในเรื่องนี้ ดังนั้น หากมีคตีเกิดขึ้นคงต้องเป็นหน้าที่ของศาล ที่จัดต้องพิจารณา ซึ่งถือเป็นปัญหาทางกฎหมาย

      หลักที่ถือว่า การงดเว้นไม่กระทำ เป็นความผิด คือเมื่อบุคคลใดมี หน้าที่ๆจะต้องกระทำ แต่งดเสียไม่กระทำเขาจะต้องรับผิดชอบในผล ที่เกิดขึ้น เพราะไม่กระทำตามหน้าที่นั้น หน้าที่ๆจะต้องกระทำมีหลายกรณี
1. หน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ
2.หน้าที่อันเกิดจากการยอมรับโดยเจาะจง
3. หน้าที่อันเกิดจากการกระทำก่อนๆของตน
4. หน้าที่อันเกิดจากความสัมพันธ์เป็นพิเศษเฉพาะเรื่อง





  ซึ่งหากผู้กระทำมีหน้าที่แต่โดยทั่วๆไป มิใช่หน้าที่เฉพาะการไม่กระทำ ตามหน้าที่ทั่วๆไป ถือว่าเป็นการกระทำโดยงดเว้นหากแพทย์ไม่ทำการ รักษาคนป่วย แพทย์ก็ไม่ผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา แต่ถ้าหากมีหน้าที่ตามที่กล่าวมา แพทย์ก็ผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ซึ่งเป็นการกระทำโดย งดเว้น

       จากตัวอย่าง คนไข้ต้องการฆ่าตัวตาย ได้กินยานอนหลับเกินขนาด และ เขียนจดหมายไว้ว่า ไม่ต้องการให้คุณหมอนำตัวเข้ารักษาในห้องฉุกเฉิน ไม่ต้องการให้ช่วยชีวิตโดยวิธีใดๆทั้งสิ้น เมื่อแพทย์ตรวจพบจดหมายดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ได้ให้การรักษาคนไข้เลย โดยอ้างว่าทำตามความประสงค์ ของผู้ตาย และปล่อยให้คนไข้ถึงแก่ความตาย สำหรับเรื่องนี้ ยังไม่เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินไว้ แต่ก็มีผู้ทำการวิจัยโดยออกแบบสอบถามไปยัง ผู้เกี่ยวข้องในวงการกฎหมาย เช่น ผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ว่ากรณีที่ แพทย์ปล่อยให้ผู้ป่วยที่กำลังเจ็บหนักต้องตาย ไปตามความประสงค์ของผู้ป่วยเอง โดยไม่ให้การรักษาอย่างใดนั้น นักกฎหมายประมาณร้อยละ 70 มีความเห็นว่า แพทย์มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น(โดยเจตนา) และร้อยละ30 แพทย์ไม่มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น และส่วนใหญ่ของกลุ่มนี้ (ประมาณร้อยละ 24) เห็นว่าแพทย์มีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษเท่านั้น อีกร้อยละ 3 เห็นว่าแพทย์ไม่มีความผิดเลย นอกนั้นเห็นว่าแพทย์ผิดฐานอื่น หรืออีกตัวอย่างแพทย์เห็นอาการคนไข้อาการหนักมาก และต้องเข้าเครื่อง ช่วยหายใจ แต่คนไข้แก่ไม่มีโอกาสฟื้นคืนสติขึ้นมาได้ ซึ่งแพทย์เห็นว่า คนไข้ไม่มีโอกาสแล้ว เพราะหมดสติเป็นเวลานาน สมองเสียหน้าที่ไปอย่าง ถาวร แล้วจึงปิดเครื่องช่วยหายใจเสีย ต่อมาคนไข้ก็ถึงแก่ความตาย
จากกรณีนี้ก็เหมือนกรณีแรก

       ในประเทศไทยยังไม่เคยมีคำพิพากษา ตัดสินไว้จึงส่งแบบสอบถาม เช่นกรณีแรกได้ความว่า นักกฎหมายประมาณร้อยละ 80 เห็นว่าแพทย์ มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น(โดยเจตนา) และเกือบร้อยละ 20 เห็นว่าแพทย์ไม่มี ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น
แต่เท่าที่ผ่านมา ในประเทศไทยยังไม่มีปัญหาถึงกับ ฟ้องร้องกัน เพราะมีการตกลงกันได้และไม่มีการฟ้องร้องกัน ดังนั้น การที่แพทย์จะตัดสินใจใช้วิธี "การทำให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบ" ควรมีบทบัญญัติ รับรองว่าการกระทำของแพทย์นั้นต้องไม่ขัดกับความต้องการของผู้ป่วย และเป็นเครื่องรับรองชะตากรรมของผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของแพทย์ และในโรงพยาบาล


แหล่งที่มา : ความรู้ชุดกฎหมายชาวบ้าน,สถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทยกรมประชาสัมพันธ์
Back to Top
 

ติดต่อพวกเราได้ที่นี่

Copyright © บริษัท ไอที โอพีเอ็ม จำกัด
อาคารเอเวอร์กรีนเพลส ชั้น 10B 318 ถ.พญาไท
แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
Tel : (02)2194302-11 Fax : (02)2194300
E-mail
: webmaster@susarn.com

 

l ๊e.